เด็กพิการ......อยู่อย่างมีสิทธิและศักดิ์ศรี
20 ปี.....จากเลิดสิน สู่ลาดพร้าว 47

          เด็กสมองพิการจำนวนมากที่ต้องใช้เวลานานในการฟื้นฟู
บำบัดหลังจากการผ่าตัด ซึ่งเด็กเหล่านี้ต้องอยู่โรงพยาบาลตาม
ลำพัง ขาดการกระตุ้นพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัยของเด็ก ต่าง
เป็นผลให้เด็กๆขาดการพัฒนาการทางด้านจิตใจ และร่างกาย
เด็กบางคนเกิดการซึมเศร้า ท้อแท้ บ้างก็คอยผู้ปกครองด้วยความ
หวัง แต่ผู้ปกครองก็ไม่สามารถมาดูแลที่โรงพยาบาลได้ จากสภาพ
ปัญหาต่างๆ ยิ่งเป็นผลให้เด็กสมองพิการเหล่านั้นยิ่งด้อยโอกาสใน
การพัฒนาทั้งด้านสังคม อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญา ถึงแม้ว่าเขา
จะได้รับการฟื้นฟูทางร่างกายแล้วก็ตาม และนี่คือภาพอดีตของโรง
พยาบาบเลิดสิน ที่พักพิงแห่งแรก
 
          คุณหมอประพจน์ เภตรากาศ (ประธานมูลนิธิฯ) และคณะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในโรงพยาบาลเลิดสิน จึงได้ริเริ่ม
“โครงการฟื้นฟูเด็กสมองพิการ” ในปี 2525 ซึ่งนับว่าเป็นก้าว แรกของการทำงานพัฒนาเด็กสมองพิการสังคมไทย โดย
มุ่งเน้นในการพัฒนาฟื้นฟูที่ตัวเด็กพิการทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ควบคู่กันไป
 
          เมื่อศูนย์ฯ มีการดำเนินงานอย่างจริงจัง และมีระบบ
การทำงานที่ดีขึ้นเพื่อการดำเนินงานและความยั่งยืนในการ
ช่วยเหลือเด็กสมองพิการ ดังนั้น ศูนย์ฟื้นฟูเด็กพิการ จึงได้
จัดตั้งเป็นมูลนิธิเพื่อเด็กพิการที่ถูกต้องตามกฎหมายขึ้น
เมื่อวันที่  17 กรกฏาคม 2529  และได้มีการระดมทุนจาก
ภายนอกมากขึ้น และได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านซอยนอมจิต
 



 จากก้าวแรกของมูลนิธิฯ ที่มีศูนย์ฟื้นฟูเด็กสมอง
พิการโดยเน้นที่การฟื้นฟูพัฒนาการเรียนรู้และการให้
บริการกายภาพบำบัดแก่เด็กเป็นรายกรณีตามลักษณะ
และปัญหาของเด็กโดยตรง ซึ่งการให้บริการต่างๆเหล่านี้
เป็นผลดีต่อเด็กโดยตรง ทำให้ผู้ปกครองจำนวนมากต้อง
การส่งเด็กมาที่ศูนย์ฯ ในขณะเดียวกันก็มีผู้ปกครองหลาย
ท่านก็ผลักภาระมาให้มูลนิธิฯ โดยการส่งเด็กมาที่ศูนย์ฯ
และละทิ้งเด็กให้อยู่กับมูลนิธิฯ ซึ่งเป็นผลร้ายต่อจิตใจของ
เด็กเป็นอย่างยิ่ง และในขณะที่ทางมูลนิธิฯเองก็ไม่สามารถ
รับเด็กเพิ่มขึ้นได้

ดังนั้น มูลนิธิฯจึงได้มีการปรับทิศทางการทำงาน เพื่อให้เกิดการ
ส่งเสริมการสร้างสำนึกและทัศนคติของสังคมที่ถูกต้องต่อเด็กพิการ
โดยได้หันมาให้ความสำคัญต่อครอบครัวและชุมชนในการฟื้นฟู
เด็กพิการ และในขณะเดียวกันได้มีการทำงานรณรงค์เผยแพร่
มากขึ้น นอกจากนั้นได้มีการพัฒนาโครงการฟื้นฟูเด็กพิการโดย
ชุมชน ที่อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา โดยได้มีการทำงาน
ร่วมกับโรงพยาบาลชุมชนและหน่วยงานของรัฐอย่างจริงจัง จาก
รูปธรรมและบทเรียนจากโครงการที่บัวใหญ่ ได้ส่งผลต่อการ
รณรงค์เผยแพร่ต่อสังคมในการสร้างความเข้าใจต่อปัญหาเด็กพิการ
ในระดับกว้างได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกันก็ได้มีการขยายโครงการไปในพื้นที่อื่น โดยได้นำบทเรียนจาก
โครงการบัวใหญ่ไปปรับใช้ในโครงการอื่น ซึ่งเป็นผลให้มูลนิธิฯ ได้ทำงาน
เชิงรุกมากขึ้น เช่นการฝึกอบรมให้ผู้ปกครองได้ทำกายภาพบำบัดให้แก่
เด็กของตนเองและมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบของครอบครัวมากขึ้น
นอกจากนั้นผลจากการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆทำให้เกิด
กิจกรรมร่วมกับองศ์กรด้านเด็กพิการอื่น ๆ ได้แก่ การจัดแสดง “ศิลปะเพื่อ
เด็กพิการ” เป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับความสนใจจากภาครัฐและสาธารณชน
เป็นอย่างมาก และได้มีการดำเนินงานกันต่อมาอีกหลายครั้ง นอกจาก
นั้นก็ได้มีการจัด “ค่ายเยาวชนคนพิการ” ร่วมกับองค์กรด้านความพิการ
ต่าง ๆ ซึ่งได้รับความสนใจจากเด็กพิการเอง และได้เปิดช่องทางใหม่
ให้สังคมได้รับรู้ถึงศักยภาพของเด็กพิการอีกด้วย

หลังจากนั้นเราได้ย้ายมาสู่บ้านหลังที่ 3 ที่ซอยลาดพร้าว  ในช่วง 5 ปี ของบ้านซอย
ลาดพร้าว 87 นี้ นับว่าเป็นช่วงของการค้นหารูปแบบที่เหมาะสมของการฟื้นฟูเด็กพิการ
โดยชุมชน (Community – Based Rehabilitalion) หรือ (CBR) ทั้งนี้เป็นผลมาจากการ
บทเรียนจากโครงการฟื้นฟูเด็กพิการโดยชุมชน ที่อำเภอบัวใหญ่ จึงได้มีการสำรวจและ
ขยายโครงการไปยังอำเภอศรีบุญเรือง  จังหวัดหนองบัวลำภู    โดยได้เอารูปแบบและประสบ
การณ์จากบัวใหญ่ มาปรับใช้ และคิดค้นรูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และปัญหาของ
ศรีบุญเรือง งานฟื้นฟูเด็กพิการโดยชุมชน (CBR) ของมูลนิธิฯ ได้รับการยกย่องว่าเป็น
โครงการที่เหมาะสมและมีประสิทธิผลมาก

ในขณะเดียวกันได้มีการคิดค้นงานด้านส่งเสริมศักยภาพครอบครัวเพื่อรอง
รับเด็กพิการ ดังนั้นมูลนิธิฯ จึงได้มีการจัดอบรมผู้ปกครองเด็กพิการ อย่าง
สม่ำเสมอทั้งทางด้านฟื้นฟูกายภาพบำบัดการฟื้นฟูด้านอารมณ์ จิตใจของ
เด็ก โดยทำความเข้าใจต่อผู้ปกครองในเรื่องสภาพความเป็นจริงของเด็ก
พิการ   ในขณะเดียวกันก็มีการสนับสนุนกิจกรรม  โครงการดนตรีเพื่อคน
พิการ ( Asia  Wataboshi  Music  Fertival )  ซึ่งเป็นการประสานงาน
กับต่างประเทศในระดับสากลมากขึ้น โดยมีการคัดเลือกคนพิการที่มี
ความสามารถด้านดนตรีไปร่วมในงาน   Wataboshi   ซึ่งในปี     2540
มูลนิธิฯ ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดโดยมีผู้เข้าร่วมจาก 15 ประเทศ ได้รับ
ความสนใจทั้งสื่อมวลชนในและต่างประเทศอย่างมาก โครงการนี้ก็ทำกัน
อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้
 

 


นอกจากนั้น มูลนิธิฯ ยังได้รับการสนับสนุนจาก โครงการทอผ้า Saori ซึ่ง
เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ผู้ปกครองของเด็กพิการได้ร่วมโครงการทอผ้า
เพื่อเป็นกิจกรรมร่วมกัน  และเป็นการคลายความเครียดของร่างกายและ
จิตใจโดยผู้ปกครองของเด็กพิการได้เข้าร่วม     และมีการดำเนินงานกัน
อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน จากงานค่ายเยาวชนคนพิการ ได้มีการพัฒนา
มาสู่การจัดค่ายเด็กพิการของมูลนิธิฯ โดยใช้ชื่อว่า ค่ายห้วยน้ำใส ซึ่งการ
ดำเนินงานนี้ เป็นอิสระจากมูลนิธิฯ    และเป็นโครงการร่วมกับมูลนิธิเพื่อ
การพัฒนาเด็ก ค่ายห้วยน้ำใส    ได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ และให้บริการ
แก่หน่วยงาน ผู้ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาเด็กและเยาวชน


จากประสบการณ์ 20 ปี ของมูลนิธิฯ เรามิได้หยุดยั้งหรือจนต่อปัญหา
สถานการณ์ใดๆเลย เราได้พัฒนาทิศทางและแนวทางงานตลอดเวลา
จากการพัฒนาฟื้นฟูเด็กพิการ โดยเน้นที่เด็กพิการเป็นหลัก เมื่อเด็ก
ได้รับการพัฒนาแล้วกลับสู่สังคมและครอบครัวที่ยังไม่เข้าใจต่อปัญหา
ก็ทำให้การพัฒนาของเด็กพิการกลับถ้อยหลังหรือหยุดอยู่กับที่ ดังนั้น
มูลนิธิฯ จึงได้มีการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพครอบครัว เพื่อการกลับสู่
ครอบครัวของเด็กพิการ เพื่อให้ครอบครัวเป็นผู้ทำหน้าที่ในการฟื้นฟู
เด็กต่อไป โดยมีการจัดกิจกรรมการอบรม พ่อแม่มือใหม่ และกลุ่ม
นันทนาการเด็ก หรือที่เราเรียกว่า สโมสรหอยทากปูลม ซึ่งล้วนเป็น
โรงเรียนของผู้ปกครองในการเพิ่มศักยภาพของตนเองในการดูแลเด็ก
พิการ ต่อไป


นอกจากนั้นมูลนิธิฯได้ร่วมมือประสานงานกับองศ์กรญี่ปุ่นในการจัดอบรม
โดสะโฮ ให้แก่ผู้ปกครอง ในการฟื้นฟูและทำกายภาพบำบัดตลอดจนการศึกษา
กระบวนการนวดไทยกับการพัฒนาเด็กพิการ โดยการสัมผัสและทำร่วมกัน
ระหว่างผู้ปกครองกับเด็กพิการ ซึ่งทำให้ผู้ปกครองได้เห็นศักยภาพของตนเอง
ในการฟื้นฟูลูกหลานของตน จึงทำให้มีการพึ่งพาบุคลากรจากภายนอกน้อยลง
ในขณะเดียวกัน มูลนิธิฯยังได้เห็นถึงศักยภาพของชุมชนและภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในการร่วมการฟื้นฟูเด็กพิการ อย่างเช่น กรณีปู่ไพร ซึ่งเป็นคนในชุมชน ที่
คิดค้นและนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการทำของเล่นและอุปกรณ์ในการ
ช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กพิการ ซึ่งได้รับการยกย่องและยอมรับจากสาธารณะเป็น
อย่างมากมูลนิธิฯ ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ เพราะมูลนิธิฯได้ตระหนักถึงพลังของ
ผู้ปกครองเป็นสำคัญ เมื่อผู้ปกครองได้ร่วมกันทำกิจกรรมและมีการแลก
เปลี่ยนประสบการณ์ มีการช่วยเหลือกัน มีการรวมกลุ่มเป็นกลุ่มผู้ปกครอง และได้พัฒนาเป็นเครือข่าย ชมรมผู้ปกครอง และขยายไปยังกลุ่มผู้ปกครอง
อื่น ๆ จากประสบการณ์ต
่างๆ ที่ผ่านมาเป็นเวลา 20 ปี ดูเหมือนยาวนาน
เหลือเกิน และเราได้ฟันผ่าอุปสรรคต่างๆ มาอย่างมากมาย มีทั้งทุกข์ สุข
ท้อแท้ สมหวัง ล้วนทำให้ทำให้มูลนิธิฯมีความมั่นใจในทิศทางการทำงาน
ของมูลนิธิฯมากขึ้น เพื่อการดำเนินงานในการพัฒนาเด็กพิการต่อไป